search ค้นหาภายในเว็บไซต์
 
 
โลโก้ กพย. โลโก้ สสส.
 
ลิงค์
ดาวน์โหลดโปรแกรม PDF
บล็อก กพย.

เว็บไซต์ KnowSteroid

Facebook โฆษณา

Facebook สเตียรอยด์
Facebook Twitter
Youtube กพย.



สถิติ

ปรับปรุง : 1/9/2017
สถิติผู้เข้าชม:2871756
การเปิดหน้าเว็บ:3195814
Online User Last 1 hour (0 users)


 
  หมอแจง พิษกลูตาไธโอนไม่ทำผิวหนังอักเสบทั่วตัว คาดสาเหตุอื่น
  20 มกราคม 2558
 
 


ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์     
ลิงค์: www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9580000007421    



        หมอยันผู้ป่วยผิวหนังอักเสบ เกิดแผลคล้ายปานดำทั่วตัวไม่น่าเกิดจากการกิน "กลูตาไธโอน" เหตุชนิดกินดูดซึมยาก ไม่เกิดอันตราย ระบุแบบฉีดร้ายแรงกว่า เสี่ยงทำลายจอประสาทตา คาดเกิดจากสาเหตุอื่น



        นพ.จินดา โรจนเมธินทร์ รองผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณีผู้ป่วยคล้ายโรคผิวหนังอักเสบรุนแรงเปิดเผยต่อสื่อว่า เกิดจากการกินกลูตาไธโอน ว่า อาการแพ้หรือผลข้างเคียงจากการรับประทานกลูตาไธโอนเกินขนาดพบได้น้อยมาก เนื่องจากคุณสมบัติของกลูตาไธโอนแบบชนิดรับประทานที่เป็นอาหารเสริม มีการดูดซึมในร่างกายได้ยาก อีกทั้งกลูตาไธโอนจัดเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่ร่างกายสามารถสังเคราะห์ได้ การรับประทานโดยปกติจะมีแพทย์กำหนดควบคุม อาการแพ้ที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยรายนี้เชื่อว่าน่าจะมาจากสาเหตุอื่น ไม่น่าใช่จากกลูตาไธโอนที่เป็นอาหารเสริมรับประทาน
       
       "ในต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ตามร้านสะดวกซื้อจะพบการซื้อขายกลูตาไธโอน ที่เป็นชนิดแบบรับประทานเป็นเรื่องปกติ บางยี่ห้อมีการกำหนดให้รับประทานจำนวนมากถึง 9 เม็ด ซึ่งขึ้นอยู่กับขนาดของตัวยาด้วย สิ่งที่เป็นอันตรายคือกูลตาไธโอนชนิดฉีด เพราะมีฤทธิ์ดูดซึมได้รวดเร็วกว่าการรับประทาน หากฉีดเข้าร่างกายในปริมาณที่มากเกินที่กำหนด ความหวังที่จะมีผิวขาวขึ้น ยับยั้งการทำงานของเม็ดสี ทำให้ผิวขาว ยังอาจส่งผลให้การมองเห็นเม็ดสีของดวงตา มีความผิดเพี้ยน เสี่ยงเกิดอันตรายต่อจอประสาทตา" รอง ผอ.สถาบันโรคผิวหนัง กล่าว
       
       นพ.จินดา กล่าวว่า การนำเข้าและรับรองกลูตาไธโอนในไทย อย. ดูแลควบคุมเฉพาะชนิดรับประทาน หรืออาหารเสริมเท่านั้น ส่วนแบบฉีดห้ามมิให้มีการนำเข้าเด็ดขาด ที่พบเห็นแบบฉีดในปัจจุบันนี้เป็นของที่ผิดกฎหมาย โดยกลูตาไธโอนชนิดฉีดในวงการแพทย์จะใช้ในการรักษาอาการของโรคตับ เพื่อช่วยในการขับของเสียของจากร่างกายเท่านั้น แต่หากได้รับมากเกินไปก็ส่งผลเสียได้เช่นกันเกิดสารอนุมูลอิสระ ส่วนในผู้ป่วยรายนี้เชื่อว่า อาจมีอาการข้างเคียง หรือโรคอื่น และจะต้องมีการตรวจชิ้นเนื้อด้วย เพื่อทราบสาเหตุของการเกิดโรคที่แน่ชัด